ยินดีต้อนรับท่านเข้าสู้เว็บไซต์ ไปทำบุญดอทคอม เว็บไซต์ที่เหมาะกับคนทุกวัย ชวนกันไปทำบุญ... ติดตามเฟสบุ๊คของเรา
ศูนย์รวมข้อมูลงานบุญมากที่สุดในประเทศไทย
วันอังคาร 24 เมษายน 2561 เวลา :: น.
มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม
หน้าหลัก » นครพนม » วัดโอกาส 

ชื่อวัด: วัดโอกาส 

การเดินทาง

รถยนต์ส่วนตัว

วัดโอกาสตั้งอยู่ในตัวเมืองนครพนมบนถนนสุนทรวิจิตร ริมแม่น้ำโขงในเขตเทศบาลเมืองนครพนม  ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

วัดโอกาส หรือ วัดโอกาสศรีบัวบาน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม  เป็นวัดที่เก่าแก่คู่เมืองนครพนม สร้างเมื่อ พ.ศ.1994 ในสมัยที่อาณาจักรศรีโคตรบูรยัง เจริญรุ่งเรืองอยู่และได้รับพระราชทานวิสุงคาบสีมาเมื่อ พ.ศ.2281 และเป็นที่ประดิษฐานพระติ้วและพระเทียมพระพุทธรูปแฝดอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวนครพนมมาแต่โบราณ นอก จากนี้ภายในโบสถ์ยังมีภาพจิตรกรรมที่สวยงามน่าชมด้วย

ประวัติวัดโอกาส (ศรีบัวบาน)
ในตำนานกล่าวถึงการสร้างวัดว่า เมื่อจุลศักราช ราชาได้ 813 ตัว ตรงกับ พ.ศ.1994 จมื่นรักษาราษฏร ซึ่งเป็นนายกองเมือง ผู้ปฏิบัติราชการทางพระเนตรพระกรรณแทนพระเจ้าศรีโคตรบูรหลวงและชาวบ้านโพธิ์ค้ำ มีศรัทธาได้สร้างสำนักสงฆ์วัดศรีบัวบานขึ้นริมฝั่งน้ำของ(แม่น้ำโขง)ในบริเวณบ้านโพธิ์ค้ำ นครศรีโคตรบูร

ต่อมาเมื่อจุลศักราช ราชาได้ 1,100 ตัว ตรงกับพุทธศักราช 2281 ราชบุตรพรหมา (พรหมา บุตรเจ้ากู่แก้ว) ไดด้เป็นเจ้าผู้ครองเมืองนครบุรีศรีโคตรบูร มีพระราชทินนามว่าพระบรมราชาพรหมา มีพระราชศรัทธาบูรณปฏิสังจรณ์สำนักสงฆ์วัดศรีบัวบานขึ้น พร้อมกับสร้างพระอุโบสก สร้างพระประธานด้วยอิฐพทายเพ็ชรลงรักปิดทอง และตั้งชื่อพระประธานนั้นว่า “หลวงพ่อพระราชาพรหมา” นอกจากนั้นยังได้อัญเชิญ พระติ้วพระเทีวม ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของเมืองศรีโคตรบูรจากบ้านสำราญ มาประดิษฐานที่วัดศรีบัวบาน และรับสั่งให้ชาวบ้านสำราญเป็น “ข้าโอกาส” คอยปรนนิบัติรักษาพระติ้วพระเทียม พร้อมกับเปลี่ยนนามวัดใหม่จากวัดศรีบัวบานเป็น”วัดโอกาส”ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อครั้งพระบรมราชาพรหมาได้มาบูรณะวัดศรีบัวบานนั้น มีเจ้าอาวาสปรากฏนามวา”ญาถ่านหลักคำ” หลังจากนั้นก็ไม่มีใครทราบนามลำดับเจ้าอาวาส จนกระทั้งมาถึงสมัยก่อนที่พระครูสุนทรกัลยาญพจน์จะมาเป็นเจ้าอาวาส จึงปรากฏนามเจ้าอาวาสตามลำดับดังนี้ คือ หลวงพ่อโฮม กตปุญโญ, พระมหาวิศิษฐ์,พระมหาประกิต และพระครูสุนทรกัลยาณพจน์(พ.ศ.2499-2537)

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด

1. พระติ้วและพระเทียม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสององค์ที่มีพุทธลักษณะเหมือนกันทุกประการ แกะสลักจากไม้ตะเคียน ขนาดหน้าตักกว้าง 39 ซม. สูง 60 ซม. ประดิษฐานในบุษบกทรงปราสาทที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระประธานในโบสถ์ พระเทียมอยู่ทางขวามือของพระประธาน ส่วนพระติ้วอยู่ทางซ้ายพระติ้วและพระเทียมมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ กล่าวกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีมาแต่ครั้งอาณาจักรศรีโคตรบูรกำลังรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าศรีโคตรบูรหลวง พระองค์ทรงให้ขุดเรือโกลนเพื่อใช้เป็นเรือพระที่นั่ง เมื่อขุดเรือสำเร็จแล้ว จึงเคลื่อนเรือ ลงสู่แม่น้ำโขง โดยใช้เครื่องทุ่นแรงที่เป็นไม้หมอนกลมเล็กจำนวนหลายท่อนวางเป็นแนวใต้ท้องเรือ เพื่อช่วยชักลากเรือให้เคลื่อนไปสะดวกยิ่งขึ้น แต่ขณะเรือเคลื่อนมาถึงไม้หมอนท่อนหนึ่งซึ่งเป็นไม้ติ้วก็ไม่สามารถเคลื่อนต่อไปได้ ทั้งไม้หมอนนั้นก็กระเด็นออกไป การชักลากเรือต้องใช้ความพยายามอยู่นานจึงนำเรือลงสู่แม่น้ำได้สำเร็จ เชื่อกันว่า หมอนไม้ติ้วนั้นเป็นพญาไม้ซึ่งมีเทวดาสิงสถิตอยู่ พระเจ้าศรีโคตรบูรหลวงจึงโปรดให้นำไปแกะสลักเป็นพระติ้ว เมื่อวันอังคาร เดือน 7 แรม 8 ค่ำ ปีกุน ตรงกับ พ.ศ. 1327 แล้วจัดพิธีสมโภชเป็นพระมิ่งเมืองนครศรีโคตรบูรต่อมาในสมัยพระเจ้าขัติยวงศาบุตรามหาราชกษัตริย์องค์ต่อมา ได้เกิดไฟไหม้ในหอพระติ้ว ชาวบ้านไม่สามารถนำพระติ้วออกมาได้ จึงคิดกันว่าพระติ้วคงจะไหม้ไปในกองเพลิง พระเจ้าขัติยวงศาฯ จึงโปรดให้นำไม้มงคลมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูปขึ้นแทนพระติ้ว พระพุทธรูปองค์ใหม่นี้เหมือนพระติ้วองค์เดิมไม่ผิด เพี้ยน ในเวลาต่อมาได้พบพระติ้วองค์เดิมในลำน้ำโขง พระเจ้าขัติยวงศาฯ จึงทรงอัญเชิญมาประดิษฐานคู่กับพระติ้วองค์ใหม่ซึ่งมีพระนามใหม่ว่าพระเทียมนับแต่นั้นมา

2. ภาพจิตรกรรม ภายในโบสถ์มีจิตรกรรมฝาผนังอันงดงาม เช่น ที่ผนังแต่ละด้านเขียนเรื่องราวในชาดกตอนต่าง ๆ ที่ไม้คอสองซึ่งเป็นแผ่นกระดานเชื่อมหัวเสาแต่ละต้นเขียนเป็นรูปเทพและเทวดาในซุ้มเรือนแก้ว ที่เพดานเขียนเป็นดวงดาวสีทองบนพื้นแดง ส่วนเสาแต่ละต้นเขียนลายกระจังสีสันสดใส