ยินดีต้อนรับท่านเข้าสู้เว็บไซต์ ไปทำบุญดอทคอม เว็บไซต์ที่เหมาะกับคนทุกวัย ชวนกันไปทำบุญ... ติดตามเฟสบุ๊คของเรา
ศูนย์รวมข้อมูลงานบุญมากที่สุดในประเทศไทย
วันพุธ 26 กันยายน 2561 เวลา :: น.
มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม
หน้าหลัก » อุดรธานี » วัดทิพยรัฐนิมิตรหรือวัดบ้านจิก 

ชื่อวัด: วัดทิพยรัฐนิมิตรหรือวัดบ้านจิก 

การเดินทาง 

รถยนต์ส่วนตัว วัดทิพยรัฐนิมิตร ตั้งอยู่ถนนนเรศวร ตำบลหมากแข้ง ในซอยศาลเจ้าแม่ทับทิม ตรงข้ามกับโรงเรียนโปลีเทคนิค

วัดทิพยรัฐนิมิตรหรือวัดบ้านจิก ตั้งอยู่ที่ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นวัดที่เก่าแก่ตั้งอยู่ที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของสี่แยกที่ตัดกันระหว่างถนนนเรศวรกับ ถนนทหาร บริเวณนี้คือ “คุ้มบ้านจิก” ภายในวัดร่มรื่น มีเจดีย์องค์ใหญ่ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์นี้มีสัณฐานคล้ายทะนานที่ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุแต่ครั้งพุทธกาล และรูปเหมือนหลวงปู่ถิร จิตธมโม เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน พร้อมเครื่องอัฐบริขารอยู่ในศาลา เมื่อท่านเดินทางเข้าประตูมาก็จะสังเกตุเห็นว่ายังมีรั้วอิฐ เตี้ยๆ กั้นอยู่อีกชั้นหนึ่ง แบ่งวัดออกเป็นสองตอน ตอนนอกมีพื้นที่น้อยกว่าตอนในมาก ตอนนอกนี้เคยเป็นที่ตั้งของโบสถ์เก่าซึ่งรื้อถอนออกไปเมื่อปี พ.ศ.2533

คุ้มบ้านจิกซึ่งมีศาลเจ้าเป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้านนี้ ต่อมาคุณแม่ทิพย์ภรรยาพันตำรวจโทพระยงค์พลพ่ายได้ร่วมกับ ร้อยตำรวจโทขุนรัฐกิจบรรหาญ ชักชวนชาวบ้านคุ้มบ้านจิกถวายที่ดินแห่งนี้ให้เป็นที่สำนักสงฆ์เมื่อ พ.ศ.2473 และสร้าง โบสถ์ (โบสถ์เก่า) อยู่ข้างหน้าศาลเจ้าจนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2479 เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ไม่ได้จัดฉลองและผูกพัทธสีมา ซึ่ง

ในขณะนั้นมีพระอาจารย์โชติเป็นเจ้าอาวาส และต่อมา พ.ศ.2481 พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร เป็นเจ้าอาวาส และในปีนี้ พระอาจารย์อุ่นได้เดินทาไปธุดงค์และชักชวนพระ 30 รูป ซึ่งมีหลวงปู่ถิรรวมอยู่ด้วยจากอำเภอมุกดาหารมาอยู่ที่วัดบ้านจิก

ขณะที่จำพรรษาที่วัดบ้านจิกนี้ หลวงปู่ถิรมักจะนิมิตเห็นตัวท่านเองนั่งอยู่ในโบสถ์ร้าง ซึ่งหลวงปู่ก็ ไม่ทราบว่าเป็นโบสถ์ไหน หลวงปู่จึงได้แต่คิดว่าทำไมผู้สร้างโบสถ์จึงไม่จัดงานฉลองโบสถ์ แต่ต่อมาในปี พ.ศ.2491 ร้อยตำรวจโทขุนรัฐกิจบรรหาญและคณะชาวบ้านขออนุญาตจัดงานฉลองและผูกพัทธสีมา หลวงปู่จึทราบว่าที่แท้จริงโบสถ์ร้างใน นิมิตตลอด 9 ปีก็คือโบสถ์วัดบ้านจิกที่ท่านจำพรรษาอยู่นั่นเอง

ต่อมาประมาณ พ.ศ.2498 คณะภรรยาข้าราชการตำรวจและพ่อค้าชาวจีนในจังหวัดอุดรธานีได้ร่วมกันซื้อที่ดิน นับตั้งแต่ส่วน ที่เป็เตแนวรั้วเตี้ยๆ เก่าแก่ที่ทำด้วยอิฐดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ติดหนองน้ำขึ้นไปทางทิศตะวันออกจนถึงห้วยหนองน้ำแฝด ด้านหลังห้วยน้ำแฝดจะเป็นป่าสำหรับรุกขมูลิกังคธุดงค์ อาณาบริเวณดังกล่าวนี้คือเขตวัดบ้านจิกใหม่ในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.2500 หลวงปู่ได้สร้างศาลากลางน้ำขึ้น เมื่อสร้างจวนเสร็จปรากฏว่าเกิดนิมิตเห็นเป็นชายร่างใหญ่ผิวดำถือปืนเข้า มาจะยิงหลวงปู่ขณะนั่งภวานาอยู่ในกุฏิ แล้วชายคนนั้นถามหลวงปู่ว่า “ท่านกลัวไหม” หลวงปู่ตอบว่า “ไม่กลัว” เพราะชีวิตเราได้สละแล้วตั้งแต่ออกบวช ชายคนนั้นจึงยิงหลวงปู่ ปรากฏว่ากระสุนปืนเฉียดซี่โครงด้ายซ้ายไป แล้วชายคนนั้นก็ อัตรธานหายไป หลวปู่นั่งพิจารณาต่อจึงทราบว่าพรุ่งนี้ศาลากลางน้ำที่กำลังก่อสร้างอยู่จะพังทลายลง มีเสียงถามขึ้นในใจว่า “เสียดายไหม” หลวงปู่ตอบว่า “ไม่เสียดาย ไม่เสียใจ เพราะศาลาหลังนี้ไม่ใช่ศาลาเก่าแก่ แต่เป็นศาลาที่เราสร้างขึ้นมาเอง เกิดขึ้นมาทีหลังตัวเรา เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ภายภาคหน้าถ้ามีบุญบารมีเพียงพอเราก็จะสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้และจะสร้างให้ดีกว่าเดิม” วันรุ่งขึ้นบังเอิญเจ้าคุณพิศาล เจ้าคณะอำเภอหนองบัวลำภูในขณะนั้น ได้เดินทางมาเยี่ยมและเอ่ยปากกล่าวว่า ศาลาใหม่จนเสร็จแล้วน่ะ หลวงปู่จึงบอกว่า ในวันนี้ศาลาก็จะพังแล้ว คอยดูน่ะ ปรากฏว่าตอนบ่ายวันนั้นเอง มีเมฆดำขนาดใหญ่ลอยมาเหนือวัดและมีพายุพัดแรงมากจนศาลาลอยตัวขึ้นทั้งหลังแล้วถูกปล่อยตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ทำให้ศาลาพังทลาย หลวงปู่เล่าว่า สาเหตุที่ศาลาลอยขึ้นทั้งหลังนั้นเนื่องจากหลังคาศาลาทำด้วยแผ่นกระเบื้องเรียงซ้อนกันถี่และหนัก เมื่อลมพายุพัดมา แผ่นกระเบื้องที่ถูกตรึงติดไว้ดีแล้วจึงไม่ปลิวหลุดเป็นแผ่นๆ แรงลมพายุที่อยู่ใต้หลังคาจึงสามารถดันให้ศาลาทั้งหลังลอยตัวขึ้นไปได้ เสมือนหนึ่งศาลาทั้งหลังถูกอุ้มลอยขึ้นไป เมื่อแรงลมอ่อนลงศาลาจึงถูกปล่อยตกลงมากระแทกพื้นเสียหาย ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2526 หลวงปู่ก็สร้างโบสถ์ใหม่ที่ตำแหน่งเดิมนี้อีก

ขณะที่สร้างพระอุโบสถนี้อยู่จวนจะแล้วเสร็จ หลวงปู่ได้นิมิตเห็นอดีตสมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาแล้วตรัสว่า จะขอเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธบาทรูปศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลในพระอุโบสถ เมื่อเสด็ยเข้าไปในตัวพระอุโบสถเพื่อชมพระพุทธรูป ปรากฏว่าทรงอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง เดินไม่ได้ หลวงปู่จึงอุ้มสมเด็จพระสังฆราชลอยขึ้นไปชมชั้นสองของพระอุโบสถ (ในนิมิตนั้นยังไม่มีบันไดขึ้นไปสู่ชั้นสอง) หลวงปู่จึงตื่นจากนิมิต นิมิตนี้หมายความว่า เพราะบุญบารมีของหลวงปู่ที่มีมาแต่ปางก่อน จะเป็นสิ่งสนับสนุนให้สร้างอุโบสถได้สำเร็จ และมีความศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากบุญบารมีของผู้สร้าง

ภายในตัวอุโบสถชั้น 2 ที่เป็นวิหารการเปรียญซึ่งเป็นที่ฝึกบำเพ็ญเพียรภาวนา เมื่อก้าวพ้นประตูด้นตะวันออก เข้าไปข้างในจะพบว่าข้างหน้ามีพระประธานขนาดใหญ่ สีทอง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีลักษณะงดงามมาก พระประธานภายในอุโบสถพระพักตร์มีรอยยิ้มดูอ่อนโยน เมตตา พระเนตรทอดต่ำ เหมือนกับจะก้มลงมองดูพุทธศาสนิกชนที่มากราบนมัสการท่าน ผู้ที่มาสวดมนต์บำเพ็ญเพียรภาวนาที่โบสถ์นี้ประจำทุกค่ำเช้ามักจะพูดกันว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นี้เวลากลางคืนมองดูแล้วเสมือนหนึ่งท่านหลับพระเนตรลง และในตอนเช้า-กลางวันจะมองเห็นท่านเบิกพระเนตร และบางคนก็ว่า ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งใจภาวนาจะมองเห็นท่านเบิกพระเนตรขึ้นมองดู

เมื่อเข้ามาอยู่ภายในโบสถ์จะรู้สึกว่าเย็นชุ่มชื่นกว่าปกติ เนื่องจากแนวรอยต่อพื้นแต่ละชั้น หลวงปู่ได้ทำให้เป็นช่องว่างห่างกันประมาณ 30 ซม. และมีคานรับน้ำหนักพื้นชั้นบนสูงประมาณ 40 ซม. ห่างกันเป็นช่องๆ ซึ่งแต่ละช่องจะมีรูสำหรับให้น้ำไหลผ่านหมุนเวียนรอบโบสถ์ได้ และจะมีเครื่องดูดอากาศออก และดูดไอน้ำเข้าจากพื้นด้านในโบสถ์ เพื่อให้ไอน้ำกระจายในตัวโบสถ์ ทำให้เกิดความชุ่มชื่น จะเห็นได้ว่าเป็นลักษณะการสร้างที่ไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของหลวงปู่โดยแท้ ทั้งนี้เป็นเพราะพรสวรรค์และบุญบารมีที่หลวงปู่ได้สั่งสมมา ทำให้สามารถสร้างโบสถ์ที่ใหญ่สวยงามวิจิตรได้ทั้งๆ ที่หลวงปู่ไม่ได้เรียนด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์มาเลย รูปทรงโบสถ์ทั้งหมดเขียนแปลนออกมาจากนิมิตทั้งสิ้น ในปี พ.ศ.2494 ที่หลวงปู่ได้เห็นหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี มาบอกว่า หลวงปู่จะได้สร้างโบสถ์ใหญ่เท่าวัดเจดีย์หลวง นับได้ว่าเป็นบุญตาของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

ประเพณีที่น่าสนใจ ทุก ๆ ปี ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 ตรงกับวันเกิดหลวงปู่จะมีการทอดกฐิน และการทำบุญฉลองอายุหลวงปู่